วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

การย่ำขาง


การย่ำขาง
เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ทีมงานสะพายกล้องท่องเที่ยว ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม โครงการรวมพลังสร้างสุขภาพ ด้วยการแพทย์แผนไทยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ระดับภาคกลาง ณ ตลาดเพชรเมืองราช ริมถนนเพชรเกษม อ.เมือง จ.ราชบุรี ทีมงาน ได้พบวิธีการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดทางร่างกายชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ย่ำขาง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพด้านกายบำบัด
วิธีรักษานั้น ผู้รักษาหรือที่เรียกว่าพ่อหมอ จะใช้เท้าชุบน้ำยา ซึ่งทำจากน้ำไพลหรือน้ำมันงา แล้วย่ำบนขาง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าผาล ที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วจึงนำมาย่ำบนร่างกายของผู้ป่วยหรือที่เรียกว่าลูกเลี้ยง พร้อมทั้งเสกคาถาอาคมกำกับด้วย
ในปัจจุบัน การรักษาส่วนศีรษะมีการปรับเปลี่ยนเป็นใช้มือหรือลูกประคบนวด แทนการใช้เท้าย่ำ แต่ส่วนอื่นอื่นของร่างกายยังคงใช้เท้าย่ำเหมือนเดิม
คำว่า ขาง หมายถึง เหล็กหล่อชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นโลหะเหล็กผสมพลวงที่นำไปหล่อเป็นใบผาลไถ ที่ใช้สำหรับไถนา ภาษาถิ่นล้านนาเรียกว่า ใบขาง
เนื่องจากใบขางเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการไถนา ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงเชื่อกันว่า ขาง มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะสามารถไถนาปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งโลกได้ อีกทั้งมีคุณสมบัติไม่เป็นสนิมง่ายและในตัวขาง มีแร่ธาตุบางชนิดที่เชื่อว่าเป็นตัวยาสามารถใช้รักษาโรคได้

ที่มาข้อมูล : http://www.culture.go.th/WEBORAL/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%87.htm
บท ตัดต่อ เสียง : สุชาต จันทรวงศ์
ถ่ายภาพ : สุชาติ รอดบุญมา
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด
วันที่ผลิต : 23 พฤศจิกายน 2552

การนวดเหยียบเหล็กแดง


การนวดเหยียบเหล็กแดง
เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ทีมงานสะพายกล้องท่องเที่ยว ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม โครงการรวมพลังสร้างสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ระดับภาคกลาง ณ ตลาดเพชรเมืองราช ริม ถนนเพชรเกษม อ.เมือง จ.ราชบุรี ทีมงานได้พบวิธีการนวดที่เรียกว่า การนวดเหยียบเหล็กแดง ซึ่งเป็นวิชานวดตั้งแต่สมัยแผ่นดินรัชกาลที่ 5 สืบต่อกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น
การนวดเหยียบเหล็กแดง เป็นการนวดโดยใช้ส้นเท้าของผู้นวด ทาด้วยน้ำมันงา แล้วใช้ส้นเท้าเหยียบบนเตาไฟ ซึ่งมีแผ่นเหล็กร้อนวางอยู่ข้างบน เมื่อใช้ส้นเท้าไปกดนวด ผู้ป่วยก็จะได้ผลทั้งจากการนวดกด และความร้อนในคราวเดียวกัน
การนวดด้วยวิธีนี้ ผู้นวดจะต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถควบคุมน้ำหนักความแรงของการกด โดยต้องรู้จักการประคองตัว ให้สามารถผ่อนแรงหรือเพิ่มแรงกดได้ตามต้องการ
การนวดเหยียบเหล็กแดง สามารถรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นยึด รวมถึงอาการหนักๆ อย่างหมอนรองกระดูกอักเสบ หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ไปจนถึงอัมพฤกษ์ อัมพาตด้วย การนวดแบบนี้ ใช้ในกรณีที่การนวดด้วยมืออย่างเดียวไม่ได้ผล การใช้เวลาในการรักษา แล้วแต่อาการของผู้ป่วย และสามารถทำการนวดได้ทุกวัน ยกเว้นวันพระ เพราะเชื่อว่าจะแสลงกับตัวผู้ป่วยและผู้นวด
และที่สำคัญ ผู้ที่ทำการนวดให้จะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เพราะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์อย่างหนึ่งสืบต่อกันมา

ที่มาข้อมูล :
http://www.krujongrak.com/nongyanang/bubbut.html
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000097531
บท ตัดต่อ เสียง : สุชาต จันทรวงศ์
ถ่ายภาพ : สุชาติ รอดบุญมา
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด
วันที่ผลิต : 23 พฤศจิกายน 2552

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

แกะรอย..พรานล่ากวาง

สะพายกล้องท่องเที่ยว
ตอน : แกะรอย..พรานล่ากวาง

บริเวณผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ภายใต้หมอกอันหนาทึบ บริเวณรอบเขากระโจม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่ง คือ กวางป่า หรือ บางครั้งอาจเรียกว่า กวางม้า เป็นจำนวนมาก

กวางม้า เป็นสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 เป็นสัตว์เท้ากีบ กินพืชเป็นอาหาร ลักษณะทั่วไปมีสีน้ำตาลเข้ม ขนสั้นและหยาบ สูง 140 ถึง 160 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 185 ถึง 260 กิโลกรัม

เช้าวันจันทร์ที่ 11 มกราคม พุทธศักราช 2553 ทางทีมงานสะพายกล้องท่องเที่ยวได้รับเชิญจาก ชมรมรักษ์เขากระโจม ให้เข้าลาดตะเวนร่วมกับ ชุดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 137 , หน่วย ฉก.(อ่านว่า ฉอ-กอ) ทัพพระยาเสือ กำลังฝ่ายทหาร และ อปพร.(อ่านว่า ออ ปอ พอ รอ) กำลังฝ่ายพลเรือน เพื่อร่วมกันค้นหาร่องรอยของ พราน..นักล่ากวางม้า ซึ่งได้รับแจ้งว่า เริ่มกลับมาปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง

พวกเรา ออกเดินทางด้วยเท้า จากฐานปฏิบัติการสอยดาว เชิงเขากระโจม เข้าสู่ผืนป่าดิบ แกะรอยตามเส้นทางของพรานนักล่า โดยมี ลุงวอน เป็นผู้นำทาง

การดักกวางม้านี้ พรานผู้ล่าจะใช้ลวดสลิงค์ ทำเป็นบ่วง ผูกติดไว้กับกิ่งไม้ใหญ่ที่โน้มลงมา สร้างเป็นกับดัก วาง ไว้ตามเส้นทางเดินของกวาง เมื่อกวางเหยียบ บ่วงก็จะดึงตัวกวางให้ลอยสูงขึ้น ห้อยต่องแต่ง หมดปัญญาที่จะดิ้นรนหนี รอเพียงพราน ผู้เป็นเพชฌฆาต มาชำแหละเนื้อออกเป็นชิ้นชิ้น ยัดใส่กระสอบ แล้วแบกออกจากป่า นำส่งต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามใบสั่งที่ได้รับมา

พวกเราใช้เวลาเดินแกะลอยตามเส้นทางที่ลาด และสูงชัน ตามเทือกเขาและสันเขาหลายลูก ตั้งแต่เก้าโมงเช้า พบแต่เพียงร่องรอยความเป็นอยู่ของกวางม้า เท่านั้น แต่ไม่พบหลักฐานบ่วงสลิงค์ของพรานนักล่า แต่อย่างใด จนกระทั่งเกือบบ่ายสี่โมงเย็น ภารกิจในวันนั้น จึงเสร็จสิ้นลง

ลุงวอน คนนำทางบอกว่า ยังมีเส้นทางที่ต้องแกะลอยของการล่ากว้างครั้งนี้ อีกหลายเส้นทาง ที่ยังไม่ได้เดิน ไว้คราวหน้า เมื่อได้รับแจ้ง ค่อยมาลาดตระเวนกันใหม่

เรื่องราวในครั้งนี้สอนให้พวกเรารู้ว่า “ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หยุดกิน สัตว์ป่าก็จะถูกเข่นฆ่าเช่นนี้...อยู่ร่ำไป....”

บท ตัดต่อ ถ่ายภาพ : สุชาต จันทรวงศ์
เสียง : ภัทรพงศ์ คำเปรม
บันทึกเสียง : สุชาติ รอดบุญพา
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด (HCTV)
วันที่ผลิต : 19 มกราคม 2553

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปลูกป่าชายเลน คลองโคน

โครงการ รณรงค์ปลูกป่าชายเลน ณ ตำบลคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม กิจกรรมของนักเรียนชั้น ม.5/3 ร.ร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี ปีการศึกษา 2552 เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2552 เป็นส่วนหนึ่งของวิชา สุขศึกษา

ปัจจุบันสภาพชายฝั่งทะเลไทยเสื่อมโทรมมาก จากที่เคยมีต้นไม้ เช่น โกงกาง ชายเลน เป็นกำแพงกั้นความรุนแรงของคลื่นและลมทะเล ที่พัดเข้าสู่บ้านเรือนที่อยู่ชายฝั่งทะเล อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากชนิด เช่นลิงแสม แต่ขณะนี้ความอุดมสมบูรณ์ได้เริ่มหายไป ดังนั้นพวกเราจึงต้องการเชิญชวนทุกๆท่านร่วมปลูกป่า เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ไว้

พวกเราออกเดินทางจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ในเวลา 09.30 น. และแล้วเราก็เดินทางมาถึงวัดคลองโคน จ.สมุทรสงคราม และเริ่มต้นด้วยการทำบุญ ช็อปปิ้งกันนิดหน่อย และแล้วก่อนถึงเวลาที่เราจะได้ปฏิบัติการปลูกป่า ก็ต้องฟังคำบรรยายจากพี่แก้วเจ้าหน้าที่ดูแลก่อน แล้วเราก็ลงเรือเพื่อเดินทางไปบริเวณที่จะปลูกป่า ถึงที่หมายพวกเราก็ไม่รอช้าขึ้นจากเรือไปรับต้นโกงกางเล็ก และเริ่มปลูก วิธีปลูกก็ง่ายเพียงใช้เท้าขุดโคลนให้เป็นหลุมเล็กแล้วน้ำต้นโกงกางเล็กไปวาง เอามือกลบรากนิดหน่อยก็เสร็จแล้ว

การปลูกป่าครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลน และช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติเหล่านี้ไว้ เพราะนอกจากป่าชายเลนจะช่วยให้ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์แล้ว ประโยชน์ที่สำคัญจริงๆคือ ช่วยลมความรุนแรงของคลื่นลม ที่พัดเข้ามาสู่ชายฝั่ง

หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปยังตลาดน้ำอัมพวา เพื่อแจกโบว์ชัวร์รณรงค์ เชิญชวนให้ทุกคนช่วยกับปลูกป่า

การรณรงค์ครั้งพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้ประเทศของเรามีป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น

บท : จุฑามาศ จันทรวงศ์
เสียงบรรยาย : ครูรัชดา พินิจกุล
ถ่ายภาพ/ตัดต่อ : สุชาต จันทรวงศ์
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด (HCTV) โทร. 0-3231-0262

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นวดแผนไทย : การตอกเส้น

เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ทีมงานสะพายกล้องท่องเที่ยว ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม โครงการรวมพลังสร้างสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ระดับภาคกลาง ณ ตลาดเพชรเมืองราช ริม ถนนเพชรเกษม อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้พบวิธีการตอกเส้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบล้านนา วิถีแห่งการรักษาทั้งกายและใจ

โดยการตอกเส้นนี้ จะใช้รักษาโรคที่เกิดจากเส้นเอ็น กล้ามเนื้อตึง หรือแข็งตัวเกินไป หลังจากตอกเส้นแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นผ่อนคลาย
อุปกรณ์การตอกเส้น ประกอบด้วย แกนไม้ที่ใช้สำหรับตอกเส้น ค้อนไม้ และน้ำมันสำหรับทา ซึ่งได้จากการเคี่ยวสมุนไพรหลายชนิดรวมกัน โดยขณะที่เคี่ยวจะกล่าวคาถาชุมนุมเทวดาไปด้วย เมื่อตัวยาไหม้ดำ ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จากนั้นจึงตักเอาน้ำมันใสๆ ใส่ขวดเก็บไว้
ในการรักษา เมื่อผู้ป่วยบอกเล่าอาการให้ฟังแล้ว หมอเมืองจะทำการวินิจฉัยโรค แล้วทำพิธีตั้งขันครู ต่อจากนั้นเสกคาถากำกับที่หัวค้อนที่ใช้ตอกเส้น เรียกว่า คาถาสลูปหัวค้อน เพื่อประสิทธิผลในการรักษา และป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้ออักเสบและเส้นเลือดแตก ทาน้ำมัน บริเวณที่มีอาการเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นผ่อนคลายและอ่อนตัวลง ต่อจากนั้น ตอกเส้นด้วยไม้ตอกตามจุดต่างๆ ที่มีอาการ
ถึงแม้การรักษาในรูปแบบการตอกเส้นนี้ จะไม่ได้รับการรับรองว่าสามารถรักษาโรคได้จริง แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังนิยมรักษาสุขภาพด้วยวิธีนี้อยู่ ซึ่งเป็นวิถีล้านนา ที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่โบราณ

ที่มาข้อมูล : http://www.fm100cmu.com/blog/GoodHealth/content.php?id=743
บท ตัดต่อ เสียง : สุชาต จันทรวงศ์
ถ่ายภาพ : สุชาติ รอดบุญมา
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด
วันที่ผลิต : 23 พฤศจิกายน 2552

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข้าวกระบอกไม้ไผ่ ที่สวนผึ้ง

วันนั้น สายแล้ว ทางทีมงานสะพายกล้องท่องเที่ยว ได้นัดกับ น้าโต้ง นักเขียนหนังสือนามปากกา บุหลัน รันตี ผู้บุกเบิกเรื่องราว เกี่ยวกับวิถีชีวิต และธรรมชาติอันงดงามของสวนผึ้ง เป็นคนแรกแรก โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อออกเดินทาง ค้นหาพันธ์ไม้ และสัตว์ป่าหายากในบริเวณป่าดิบชื้น โดยรอบเขากระโจม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยมี น้าวอน ผู้ชำนาญการในพื้นที่ เป็นผู้นำทาง

...ภาพการผจญภัย...

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินป่า ที่ต้องผจญกับทากหลากหลายชนิดแล้ว ช่วงบ่าย ทางทีมงานได้เดินทางต่อไปยังบ้านพุระกำ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง เพื่อเก็บภาพเพิ่มเติม และได้มีโอกาส รับประทานข้าวมื้อเย็น ที่หุงจากกระบอกไม้ไผ่ จากฝีมือของ น้าวอน พร้อมกับแกงปุด และหวาย ที่เก็บหามาจากป่าดิบชื้น เมื่อตอนกลางวัน นอกจากนั้น น้ากุ้ง กระเหรี่ยงในพื้นที่ ที่มาสมทบกับเราในภายหลัง ยังได้อุตส่าห์หาปลาไร้สารพิษ จากลำธารธรรมชาติของพุระกำ มาให้พวกเราลองลิ้มชิมรสอีกด้วย

อาหารมื้อเย็นวันนี้ที่สวนผึ้ง อร่อยมาก ทีมงานขอขอบคุณธรรมชาติอันงดงาม และน้ำใจอันแสนดีของ น้าวอน และน้ากุ้ง ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

...ภาพสวยงาม...ของบ้านพุระกำ


บท ตัดต่อ เสียง : สุชาต จันทรวงศ์
ถ่ายภาพ : สุชาติ รอดบุญมา
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด
วันที่ผลิต : 27 ตุลาคม 2552

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หอศิลป์ วัดประดู่

วัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับเลือกเป็นวัดตัวอย่างโครงการนำร่อง “วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน” โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวัด ให้เจริญรุ่งเรือง นำไปสู่ความยั่งยืนในทุกทุกด้าน โดยวัดจะต้องประสานความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียนและราชการ หรือที่เรียกว่า "บวร" ให้ได้ โดยการนำของพระมหาสุรศักดิ์ อติสกโข เจ้าอาวาสวัดประดู่ เป็นผู้วางรูปแบบในการพัฒนา เพื่อให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ความยั่งยืน

สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในวัดประดู่ก็คือ "ศูนย์สาธิตศิลปะการทำหัวโขนและเศียรครู” หรือที่เรียกกันว่า “หอศิลป์" สร้างขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2548 โดยเจ้าอาวาส เล็งเห็นว่าศิลปวัฒนธรรมต่างต่าง ถือเป็นมรดกล้ำค่าที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นมรดกของลูกหลาน

หอศิลป์แห่งนี้ เปิดให้ชุมชนและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษา ขั้นตอนการทำ และการฝึกทำหัวโขน และเศียรครู โดยจัดให้มี หลักสูตรการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบุคคลในชุมชนวัดประดู่ ที่ได้เล่าเรียน ศึกษา และสืบทอดมาโดยตรง จากภูมิปัญญารุ่นก่อนก่อน และในวันปิยะมหาราชของทุกทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ทางวัดจะจัดให้มีพิธีไหว้ครูดนตรีไทยและนาฎศิลป์ไทย เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหา นักเรียน นักศึกษา ได้มากระทำพิธีไหว้ครูและครอบครู อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

อ้างอิง :“วัดประดู่"แหล่งเรียนรู้ชุมชนที่อัมพวา.ไลสไตล์ ขอนแก่นลิงค์ . http://www.khonkaenlink.info/tour/tour_thai.asp?id=6450 (สืบค้นเมื่อ 22 ต.ค.2552)
บท ถ่ายภาพ ตัดต่อ เสียง : สุชาต จันทรวงศ์
ผลิตโดย : บริษัท หัวช้างเอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด
วันที่ผลิต : 13 ตุลาคม 2552